สิทธิบัตร และการใช้ประโยชน์จากเอกสารสิทธิบัตร

ปราโมทย์ ธรรมรัตน์ และเกียรติสุดา ชูศักดิ์
สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
0-2942-8629 ต่อ 908, 626

สิทธิบัตร เป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่มีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นการประดิษฐ์คิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยจูงใจให้ผู้ประดิษฐ์ได้รับสิทธิในการคุมครองสิทธิระยะเวลาหนึ่ง โดยแลกกับการเปิดเผยการประดิษฐ์คิดค้นเรื่องนั้นๆ อย่างละเอียด มีการประกาศและตีพิมพ์ให้ผู้สนใจได้ศึกษาหาความรู้ ทำให้เทคโนโลยีต่างๆ ได้มีการสืบทอดอย่างเป็นระบบ ผลงานการประดิษฐ์คิดค้นต่างๆ ไม่สูญหายเมื่อผู้ประดิษฐ์เรื่องนั้นๆ ตายไป ที่สำคัญคือมีส่วนช่วยให้มีการพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยีจากที่มีผู้อื่นคิดค้นไว้แล้ว ทำให้เทคโนโลยีก้าวหน้าและขยายตัวไปอย่างรวดเร็ว เอกสารสิทธิบัตรจึงเป็นคลังข้อมูลเทคโนโลยีแหล่งใหญ่ที่สุดและสำคัญมากของโลก การสืบค้นข้อมูลจากเอกสารสิทธิบัตรมาศึกษาวิเคราะห ์จึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้ศึกษา และต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว

1.) ความหมายเกี่ยวกับสิทธิบัตร

สิทธิบัตร หมายถึง หนังสือสำคัญที่รัฐออกให้เพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์คิดค้น หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ ที่มีลักษณะตามที่กฎหมายกำหนด หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า สิทธิบัตร หมายถึง สิทธิพิเศษที่กฎหมาย บัญญัติให้เจ้าของสิทธิบัตร มีสิทธิเด็ดขาด หรือสิทธิแต่เพียงผู้เดียว ในการแสวงหาผลประโยชน์จากการประดิษฐ์ หรือ การออกแบบผลิตภัณฑ์ ที่ได้รับสิทธิบัตรนั้น เช่น การผลิตและจำหน่าย เป็นต้น และสิทธิที่ว่านี้จะมีอยู่เพียงช่วงระยะเวลาที่จำกัดช่วงหนึ่งเท่านั้น

ดังนั้น เอกสารสิทธิบัตร ก็คือ เอกสารที่เปิดเผยถึงรายละเอียดเกี่ยวกับการประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์ ( หรือกรรมวิธีในการผลิตผลิตภัณฑ์ ) หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ที่มีผู้ยื่นขอรับสิทธิบัตรโดยสมบูรณ์ชัดแจ้งและรัดกุม

การประดิษฐ์ หมายถึง ความคิดสร้างสรรค์เกี่ยวกับ ลักษณะภายใน เช่น องค์ประกอบ โครงสร้าง หรือกลไกของผลิตภัณฑ์ หน้าที่ใช้สอย หรือประโยชน์ รวมทั้งกรรมวิธีในการผลิต สูตรหรือส่วนผสมทางเคมี การรักษา หรือการปรับปรุงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้น หรือทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ขึ้นใหม่ ที่แตกต่างไปจากเดิม การประดิษฐ์ มีอายุการคุ้มครอง 20 ปี นับแต่วันที่ยื่นคำขอ

การออกแบบผลิตภัณฑ์ หมายถึง ความคิดสร้างสรรค์เกี่ยวกับรูปร่าง ลักษณะภายนอกของผลิตภัณฑ์ ที่แตกต่างไปจากเดิม เช่น รูปร่าง ลวดลาย สีสันของผลิตภัณฑ์ การออกแบบผลิตภัณฑ์มีอายุการคุ้มครอง 10 ปี นับแต่วันที่ยื่นคำขอ

2.) ประโยชน์ของข้อมูลสิทธิบัตร

•  ทำให้สามารถติดตามความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในสาขาต่างๆ ได้ โดยรวดเร็วและทันต่อเหตุการณ์

•  ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่าย และเวลาในการค้นคว้า และวิจัยสิ่งที่มีผู้คิดไว้แล้ว

•  เป็นสิ่งจูงใจให้เกิดความคิดที่จะประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่ๆ ขึ้นอีก

3.) เหตุผลในการให้ความคุ้มครองสิทธิบัตร

•  เพื่อคุ้มครองสิทธิอันชอบธรรมของผู้ประดิษฐ์และออกแบบ เนื่องจากผู้ประดิษฐ์หรือผู้ออกแบบได้ใช้สติปัญญาและความพยายามของตน รวมทั้งเวลา และค่าใช้จ่ายเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่จะมีประโยชน์แก่มนุษย์ ดังนั้น หากว่าการคิดค้นนั้นสามารถทำให้เกิดผลตอบแทนในทางเศรษฐกิจหรือในเชิงพาณิชย์ได้ ก็ควรถือเป็นสิทธิตามธรรมชาติ ของผู้ประดิษฐ์คิดค้น ที่รัฐควรให้ความคุ้มครอง

•  เพื่อให้รางวัลตอบแทนแก่ผู้ประดิษฐ์และออกแบบ เนื่องจากผลงานที่ได้คิดค้นขึ้น ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ ได้รับความสะดวกสบายและมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น สังคมควรให้รางวัลตอบแทนแก่ผู้สร้างคุณประโยชน์ดังกล่าว โดยการให้ความคุ้มครองป้องกันมิให้ผู้อื่นแสวงหาผลประโยชน์จากผลงานดังกล่าวนั้น

•  เพื่อจูงใจให้มีการประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่ๆ ขึ้น เนื่องจากการประดิษฐ์คิดค้นจะต้องมีการลงทุน ทั้งในด้านค่าใช้จ่าย เวลา และสติปัญญาอันพิเศษของมนุษย์ แต่เมื่อมีการเปิดเผยสาระสำคัญในการประดิษฐ์คิดค้นหรือมีการผลิตสินค้าออกจำหน่ายแล้ว บุคคลอื่นจะสามารถลอกเลียนแบบได้โดยง่าย ดังนั้น จึงจำเป็นที่รัฐต้องให้ความคุ้มครอง อันจะเป็นการกระตุ้นให้นักประดิษฐ์คิดค้นมีกำลังใจ และมีความมั่นใจ หากได้ทำการคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ได้สำเร็จ

•  เพื่อกระตุ้นให้มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับการประดิษฐ์คิดค้นใหม่ๆ ในการให้ความคุ้มครองนี้ ได้มีการกำหนดให้มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับการประดิษฐ์คิดค้นนั้นๆ จนทำให้สามารถนำไปศึกษา ค้นคว้า วิจัย และพัฒนาต่อไปได้ ส่งผลให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีให้สูงขึ้น

•  เพื่อจูงใจให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการลงทุนจากต่างประเทศ การจัดระบบให้มีการคุ้มครองด้านสิทธิบัตร ย่อมทำให้เจ้าของเทคโนโลยีจากต่างประเทศ มีความมั่นใจในการลงทุนหรือถ่ายทอดเทคโนโลยี แก่ผู้ร่วมทุนในประเทศ

4.) เงื่อนไขหรือลักษณะของการขอรับความคุ้มครองสิทธิบัตร

4.1 สิทธิบัตรการประดิษฐ์

4.1.1 ต้องเป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ คือ เป็นการประดิษฐ์ที่แตกต่างไปจากเดิม ยังไม่เคยมีใช้หรือแพร่หลายมาก่อนในประเทศ หรือไม่เคยเปิดเผยสาระสำคัญในเอกสารหรือ สิ่งพิมพ์มาก่อน ทั้งในและนอกประเทศ หรือยังไม่เคยได้รับสิทธิบัตรมาก่อน

4.1.2 ต้องเป็นการประดิษฐ์ที่มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น คือ มีลักษณะที่เป็นการแก้ไขปัญหา ทางเทคนิค หรือไม่เป็นการประดิษฐ์ที่อาจทำได้ง่าย โดยผู้มีความรู้ในระดับธรรมดา

4.1.3 ต้องเป็นการประดิษฐ์ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ในทางอุตสาหกรรม เกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรือหัตถกรรม

4.2 สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์

ต้องเป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่ออุตสาหกรรมหรือหัตถกรรม คือ เป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่มีใช้แพร่หลายในประเทศ หรือยังไม่ได้เปิดเผยสาระสำคัญหรือรายละเอียดในเอกสาร หรือสิ่งพิมพ์ก่อนวันขอรับสิทธิบัตร หรือไม่คล้ายกับแบบผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่แล้ว

5.) สิ่งที่ขอรับสิทธิบัตรไม่ได้

5.1 การประดิษฐ์ที่ขอรับสิทธิบัตรไม่ได้

5.1.1 จุลชีพและส่วนประกอบส่วนใดส่วนหนึ่งของจุลชีพที่มีอยู่ตามธรรมชาติ สัตว์ พืช หรือสารสกัดจากสัตว์ หรือพืช

•  กฎเกณฑ์และทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์

•  ระบบข้อมูลสำหรับการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์

•  การประดิษฐ์ บำบัด หรือรักษาโรคมนุษย์ สัตว์

•  การประดิษฐ์ ที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดี อนามัย หรือ สวัสดิภาพของประชาชน

5.2 การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ขอรับสิทธิบัตรไม่ได้

•  แบบผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่การออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่

•  แบบผลิตภัณฑ์ที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

•  แบบผลิตภัณฑ์ที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา ( ยังไม่มีการกำหนด )

6. ) การตรวจค้นเอกสารสิทธิบัตร

6.1 คำขอสิทธิบัตรไทย มี 3 สาขา คือ

สาขาเคมี

สาขาวิศวกรรมและฟิสิกส์

สาขาการออกแบบผลิตภัณฑ์

สามารถค้นได้ที่ ศูนย์บริการความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญา กรมทรัพย์สินทางปัญญา มีประกาศโฆษณา & ฉบับสมบูรณ์ ปี 1980- ปัจจุบัน

6.2  ตรวจค้นข้อมูลสิทธิบัตรต่างประเทศ ด้วยแผ่น CD ที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา มีเอกสารในรูป แผ่น CD และ ไมโครฟิล์ม ดังนี้

USA ปี 1965 - ปีปัจจุบัน

EPO ปี 1978 - ปีปัจจุบัน

GB ปี 1986 - ปีปัจจุบัน

WO ปี 1979 - ปีปัจจุบัน ( ยกเว้น ปี 1990)

AU ปี 1946 - ปีปัจจุบัน

การตรวจค้นเอกสารสิทธิบัตรทาง Internet

การสืบค้นทาง Internet ที่ Web site ของสำนักงานสิทธิบัตร ประเทศต่างๆ หรือ Web site ของบริษัทเอกชนที่ให้บริการ ได้แก่

สำนักสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าแห่งสหรัฐอเมริกา ที่ www.uspto.gov

องค์การทรัพย์สินทางปัญญาแห่งโลก ที่ www.wipo.int

สำนักสิทธิบัตรยุโรป ที่ gb.espacenet.com

สำนักสิทธิบัตรญี่ปุ่น ที่ www.jpo.go.jp

สำนักสิทธิบัตรไทย ที่ www.ipthailand.org, www.ipic.moc.go.th

ฐานข้อมูลสิทธิบัตรของบริษัทเอกชน ที่ www.delphion.com

นอกจากจะสืบค้นเอกสารสิทธิบัตรโดยตรงแล้วสำนักงานสิทธิบัตรต่างๆ ตลอดจนบริษัทตัวแทนสิทธิบัตรของเอกชนยังให้บริการข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสิทธิบัตรอื่นๆ มากมาย ให้ผู้สนใจได้ศึกษาและหรือใช้บริการ ผู้สนใจอาจสืบค้นหา Web site เหล่านี้โดยใช้ search engine โดยใช้ Keyword ที่เกี่ยวข้องได้แก่ patent office, patent information, patent invention, patent search, patent licensing โดยอาจเข้าไปที่ www.yahoo.com หรือ www.google.com แล้วใส่ Keyword ต่างๆ ข้างต้น ก็จะปรากฏข้อมูลที่ link ไปยัง web site ต่างๆ มากมาย ให้เลือกเข้าไปศึกษา นอกจากนี้ ยังมี web site ของชมรมนักประดิษฐ์มากมายที่คอยช่วยนักประดิษฐ์ในการประดิษฐ์ทรัพย์สินทางปัญญา มีฟรีบ้าง เสียค่าบริการบ้างมากน้อย แตกต่างกันไปตามลักษณะการให้บริการเหล่านั้น

7.) ดรรชนีที่สามารถใช้ในการตรวจค้นเอกสารสิทธิบัตรได้ ได้แก่

1. เลขที่สิทธิบัตร (Patent Number)

2. วันออกสิทธิบัตร (Issue Date)

3. เลขที่คำขอรับสิทธิบัตร (Application Number)

4. วันที่ยื่นคำขอรับสิทธิบัตร (Filling Date)

5. ผู้ประดิษฐ์ (Inventor)

6. ผู้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตร (Assignee)

7. ประเทศที่ยื่นขอ (State/Country)

8. ประเภทของการประดิษฐ์ตาม IPC (International Patent Classification)

9. ชื่อเรื่อง (Title)

10. คำทางเทคนิค (Technical word)

8.) ข้อมูลเทคโนโลยีจากเอกสารสิทธิบัตร

เราสามารถหาข้อมูลเทคโนโลยี และข้อมูลเชิงพาณิชย์มากมายหลายอย่างจากเอกสารสิทธิบัตร (patent document) ข้อมูลต่างๆ เหล่านี้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการวิเคราะห์เทคโนโลยีที่หลากหลาย แตกต่างกันไป ตามรายละเอียดของข้อมูลนั้นๆ ข้อมูลสำคัญๆ เอกสารสิทธิบัตรจะมีส่วนของข้อมูลที่สำคัญทั่วไปที่จะต้องมีประกอบเอกสารสิทธิบัตรทุกเรื่อง

8.1 ข้อมูลเทคโนโลยีโดยตรง

8.1.1 ศิลปวิทยาการดั้งเดิม (prior art)

เอกสารสิทธิบัตร เป็นแหล่งข้อมูลศิลปวิทยาการดั้งเดิม (prior art) ซึ่งผู้ขอรับสิทธิบัตรจะต้องค้นคว้า และเขียนนำเสนอไว้ในลักษณะรีวิว (review) ข้อมูลภูมิหลัง (background) นี้ บางครั้งก็เป็นการรีวิวของการประดิษฐ์ที่มีผู้อื่นได้คิดค้นไว้หรือมีปรากฏอยู่แล้ว แต่บางครั้งก็เป็นการอธิบายคำศัพท์หรือทฤษฎีเบื้องหลังต่างๆ ที่นำมาสู่การประดิษฐ์นั้นด้วย ซึ่งวิทยาการ หรือการประดิษฐ์ ทำให้เราได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ได้ทราบความเป็นมาของเทคโนโลยีเรื่องนั้นๆ อย่างชัดเจน

8.1.2 การประดิษฐ์โดยละเอียด

เอกสารสิทธิบัตรเป็นแหล่งให้รายละเอียดของการประดิษฐ์ ในระดับที่ผู้มีความชำนาญขั้นสามัญในสาขาวิทยาการเดียวกันกับผู้ประดิษฐ์ สามารถนำไปทำการประดิษฐ์อย่างเดียวกันได้ (enabling disclosure) อีกทั้งผู้ขอรับสิทธิบัตร ยังต้องระบุวิธีการประดิษฐ์ที่ดีที่สุดที่เขาพึงจะทราบได้ (best mode)

8.1.3 ตัวอย่าง (Examples)

เป็นตัวอย่างประกอบการอธิบายการประดิษฐ์ การทดลอง เพื่อความชัดเจนและเพื่อผลในการคุ้มครองสิทธิบัตรนั้นๆ ชี้ให้เห็นการใช้งานจริงของสิทธิบัตร อาจระบุสูตร หรือส่วนผสม ในการใช้งานจริงของการประดิษฐ์นั้น อนึ่ง ในกรณีการประดิษฐ์จุลชีพ (micro-organism) หากผู้ขอรับสิทธิบัตรไม่สามารถอธิบายหรือยกตัวอย่างให้ผู้อื่นสามารถทำการประดิษฐ์ตามได้ ก็อาจต้องใช้ระบบฝากเก็บจุลชีพ (deposit) ประกอบด้วย

ในการวิเคราะห์เอกสารสิทธิบัตร ตัวอย่าง มีประโยชน์อย่างยิ่งในการศึกษารายละเอียดของเอกสารสิทธิบัตรเรื่องนั้นๆ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ เราสามารถนำมาศึกษา เลียนแบบ หรือดัดแปลงสำหรับนำไปประยุกต์ใช้งานในลักษณะคล้ายคลึงกันได้ ในการวางแผนงานทดลองที่เราจะทำในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน เราสามารถนำข้อมูลวิธีการทดลองจากตัวอย่างมาใช้ประโยชน์เป็นแบบอย่างได้เป็นอย่างดี

8.1.4 ข้อถือสิทธิ (claims)

ข้อถือสิทธิ เปรียบเสมือนหัวใจของเอกสารสิทธิบัตร เป็นการกำหนดขอบเขตความคุ้มครองของสิทธิบัตรเรื่องนั้นๆ และเป็นประเด็นสำคัญในการประดิษฐ์เทคโนโลยีนั้นๆ ข้อถือสิทธิแบ่งเป็นข้อถือสิทธิหลัก (Main Claims ) และข้อถือสิทธิรอง (sub-claims) ซึ่งอ้างอิงข้อถือสิทธิหลัก การอ่านเอกสารสิทธิบัตร นอกจากจะอ่านเรื่องย่อ (Abstract ) แล้วจำเป็นต้องอ่านข้อถือสิทธิหลักประกอบด้วย และถ้าต้องการทราบรายละเอียดของเทคโนโลยีควรอ่านข้อถือสิทธิรองประกอบด้วย เนื้อหาและถ้อยคำในข้อถือสิทธิมีความสำคัญมาก เพราะเป็นการจำกัดกรอบหรือขอบเขตของการถือสิทธิในการประดิษฐ์เรื่องนั้นๆ หากมีปัญหาทางกฎหมายต้องมีการตีความอย่างละเอียด

ข้อถือสิทธิ แบ่งตามลักษณะของการถือสิทธิได้ดังนี้

•  ถือสิทธิในกระบวนการ ( Process Claims ) ข้อถือสิทธิประเภทนี้ ถือสิทธิในกระบวนการทำ หรือกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ ทีมีประโยชน์ในทางอุตสาหกรรม

•  ถือสิทธิในผลิตภัณฑ์ ( Product Claims ) ข้อถือสิทธิประเภทนี้ ถือสิทธิในตัวผลิตภัณฑ์ที่ผู้ประดิษฐ์ได้คิดค้นขึ้น

•  ถือสิทธิในวิธีการใช้ประโยชน์ ( Use Claims) ข้อถือสิทธิประเภทนี้ ถือสิทธิในวิธีโดยทั่วไป ข้อถือสิทธิส่วนใหญ่ มักจะเป็น process claims และ product claims

8.2 ข้อมูลประกอบ

8.2.1 วันเดือนปีที่ขอและที่ได้รับสิทธิบัตร (filing date, grant date)

ผู้อ่านสามารถทราบได้ว่า สิทธิบัตรขอรับไว้ตั้งแต่เมื่อใด ได้รับสิทธิบัตรเมื่อใด ใช้เวลาตรวจสอบต่างๆ นานเท่าใด และอาจมีอายุได้มากที่สุดถึงเมื่อใด

8.2.2 ผู้ประดิษฐ์และผู้ขอรับสิทธิบัตร ( inventor , assignee )

ผู้อ่านสามารถนำชื่อผู้ประดิษฐ์ไปสืบค้นเพิ่มเติมว่าผู้ประดิษฐ์คนเดียวกันได้รับสิทธิบัตรชื้นอื่นใดไว้อีกหรือไม่ การสืบค้นจากข้อมูลชื่อบริษัทจะเป็นจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการจับทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีของบริษัทนั้นๆ ได้เป็นอย่างดี ในทางธุรกิจจะเป็นประโยชน์ในการติดตามเทคโนโลยีของบริษัทคู่แข่งที่เป็นบริษัทใหญ่ๆ โดยเฉพาะเทคโนโลยีของบริษัทข้ามชาติต่างๆ เพียงสืบค้นโดยใช้ชื่อบริษัทที่ขอรับสิทธิบัตร ( assignee ) ก็จะทราบว่าบริษัทนั้นมีการพัฒนาในทิศทางใดเรื่องใดบ้าง

8.2.3 ที่อยู่ของผู้ประดิษฐ์หรือผู้มีสิทธิขอรับสิทธิบัตร ( address ซึ่งมีใช้ในหลายประเทศ)

เราสามารถใช้ข้อมูลส่วนนี้ในการตรวจสอบได้อย่างรวดเร็วว่ามีคนไทย (และบริษัทไทย) ได้รับสิทธิบัตรในประเทศนั้นๆ แล้วเป็นจำนวนเท่าใด เป็นต้นว่า มีคนไทย (และบริษัทไทย) ได้รับสิทธิบัตรสหรัฐ เป็นจำนวนไม่กี่ราย ใน 20 ปีที่ผ่านมา รวมทั้งการเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งของเราด้วย

8.2.4 การอ้างสิทธิบัตรและเอกสารอื่น

เอกสารอ้างอิงสิทธิบัตร ไม่ว่าจะอ้างอิงมาจากสิทธิบัตรด้วยตัวเอง หรืออ้างบทความในวารสารหรือหนังสือตำรา ล้วนแล้วแต่เป็นคลังปัญญา ที่ผู้อ่านสามารถใช้ค้นหาข้อมูลอื่นๆ ประกอบสิทธิบัตรได้ เอกสารที่ได้อ้างถึงไว้ในเอกสารสิทธิบัตรจะเป็นเรื่องที่มีเนื้อหาทางเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสิทธิบัตรเรื่องนั้นๆ ในการวิเคราะห์ข้อมูลทางเทคโนโลยีหากได้เรื่องที่ตรงกับที่เราสนใจ ก็ควรจะตามไปดูรายละเอียดในเอกสารที่อ้างถึงด้วย จะทำให้เราสามารถเข้าใจในเทคโนโลยีนั้นๆ ได้ละเอียดลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น

8.2.5 การแบ่งหมวดหมู่ ( classification )

เนื่องจากในปีหนึ่งๆ มีการออกสิทธิบัตรถึงกว่า 3 แสนเรื่อง ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ดังนั้น การแบ่งหมวดหมู่จึงช่วยให้เราสามารถสืบค้นและติดตามเทคโนโลยีจากเอกสารสิทธิบัตรได้ง่ายขึ้น มีการแบ่งเป็น class, sub-class ต่างๆ แตกต่างกันไปตามระบบ เช่น ระบบอเมริกัน สามารถสืบค้นได้จาก US class number และระบบสากล ซึ่งสามารถสืบค้นได้จาก IPC number เป็นต้น

8.3 ข้อมูลจากสิทธิบัตรหลายฉบับ

ในการวิเคราะห์เทคโนโลยีจากเอกสารสิทธิบัตร การวิเคราะห์เทคโนโลยีจากเอกสารสิทธิบัตรหลายๆ ฉบับ สกัดเอาสาระสำคัญของเทคโนโลยี เรื่องต่างๆ นำมาปะติดปะต่อ หรือนำมาประกอบเข้าด้วยกัน จะได้ชุดของเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง ทั้งที่เกี่ยวข้องโดยตรงและพัฒนาก้าวหน้าขึ้นมาตามลำดับ หรือใกล้เคียงและแตกต่างสาขาออกไป ในการวิเคราะห์เทคโนโลยีที่จะสามารถนำมาใช้ได้ทันที หากเป็นเรื่องที่ตรงกับที่เราต้องการ ซึ่งในกรณีนี้ต้องตรวจสอบก่อนว่าได้มีการยื่นจดสิทธิบัตรในประเทศไทยไว้หรือไม่ ก่อนนำมาใช้ เพราะต้องระมัดระวังการละเมิดสิทธิบัตรผู้อื่นด้วย ที่สำคัญขณะทำการวิเคราะห์จะได้แนวคิด หรือแนวใหม่ๆ ในการประดิษฐ์คิดค้น หรือนำไปประยุกต์ใช้ เมื่อเกิดความคิดใหม่ๆ ขึ้นมา ควรรีบจดไว้ในทันที และเมื่อมีเวลาควรตรวจสอบว่าความคิดนั้นเป็นเรื่องใหม่หรือไม่ มีการนำมาใช้ประโยชน์ได้กว้างขวางเพียงไร

9.) การย่อยเทคโนโลยีจากเอกสารสิทธิบัตร

9.1 การเลือกหัวข้อเทคโนโลยี

9.1.1 เลือกหัวข้อจากประเด็นปัญหาที่ต้องการแก้ไข

9.1.2 เลือกหัวข้อจากเนื้อหาที่ทำอยู่ เช่น ต้องการปรับปรุงการผลิต หรือผลิตภัณฑ์ อาจเลือกจากชื่อผลิตภัณฑ์ สายการผลิต หรือเฉพาะบางส่วนของสายการผลิต หรือบางส่วนของผลิตภัณฑ์ หรือลักษณะผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน หรือคล้ายกัน หรือต่างกัน หรือมีบางอย่างคล้ายกัน

9.1.3 เลือกจากความสนใจ ศักยภาพของผลิตภัณฑ์ หรือโอกาสทางธุรกิจของตนเอง และกิจการคู่แข่ง

1. เน้นกลุ่มผลิตภัณฑ์กลุ่มเดียวหรือหลายกลุ่ม

2. เน้นผลิตภัณฑ์เฉพาะอย่างที่ทำอยู่หรือสนใจจริงจัง

3. เน้นกลุ่มเทคโนโลยีเพื่อหาเรื่องที่สนใจจริงจัง

4. เน้นเทคโนโลยีเฉพาะทางเฉพาะเรื่องแนวลึก

5. กำหนดแนวกว้างๆ สืบค้นข้อมูล แล้วค่อยๆ ศึกษา กำหนดเลือกหัวข้อเฉพาะเรื่องต่อไป

การเลือกหัวข้อ กรณียังไม่มีเป้าหมายชัด

กำหนดกรอบหัวข้อกว้างๆ กำหนด keyword แล้วสืบค้นสิทธิบัตรเบื้องต้น เพื่อดูว่าหากใช้ keyword เหล่านั้น จะพบเอกสารสิทธิบัตรกี่เรื่อง และมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เราสนใจมากน้อยเพียงไร แล้วปรับแต่งหัวข้อให้เข้ากับเรื่องที่เราสนใจ หรือ อาจได้หัวข้อ/แนวคิดที่ได้จากเรื่องที่เราค้นพบ กำหนด keyword หลายคำเพื่อให้ได้เทคโนโลยีที่ย่อยลงไป จนได้เรื่องที่เราสนใจจริงจัง ทำการสืบค้นเอกสารอย่างละเอียด เพื่อนำเทคโนโลยีมาใช้ประกอบต่อไป

การเลือกคำสืบค้น ( keyword )

กำหนดคำสืบค้นให้ตรง หรือใกล้เคียงกับเรื่องที่เราสนใจมากที่สุด อาจมีหลายระดับตั้งแต่คำกว้างๆ ไปจนถึงคำแคบๆ และการใช้คำมาประกอบกันเพื่อจำกัดจำนวนเรื่องให้ตรงกับเรื่องที่เราสนใจมากที่สุด อาจใช้นิพจน์บูลีน เช่น AND, OR, ANDNOT เป็นต้น

ในการสืบค้นโดยใช้ keyword หากใช้คำไม่ถูกต้อง หรือไม่ตรงกับหลักวิทยาศาสตร์ บางครั้งอาจไม่พบเรื่องที่เราต้องการได้ตรง เป็นต้นว่า ต้องการสืบค้นเกี่ยวกับเทคโนโลยีการกำจัดกลิ่นกระเทียม หากใช้ keyword ว่า ( garlic and smell ) ก็อาจไม่พบเรื่องที่เราต้องการ จะค้นพบเมื่อใช้ keyword ว่า ( garlic and odor ) เพราะ odor มีความหมายถูกต้องและตรงที่สุด (กลิ่นกระเทียมเป็นกลิ่นที่เราไม่ต้องการ ควรใช้คำว่า odor จึงจะถูกต้อง) หรือกรณีของวุ้นมะพร้าว ปกตินิยมเรียกว่า Nata de coco ซึ่งคำนี้จะปรากฏในงานวิจัยและ Journal ต่างๆ มาก แต่ในเอกสารสิทธิบัตรถ้าใช้ keyword เป็น Nata de coco เราแทบจะไม่ค้นพบเอกสารที่ต้องการเลย แต่จะพบเอกสารสิทธิบัตรจำนวนมากเมื่อใช้ keyword ว่า bacterial cellulose เพราะโครงสร้างของวุ้นมะพร้าวเป็น cellulose gel ที่เกิดจากแบคทีเรีย ในทางวิทยาศาสตร์การเรียกชื่อว่า bacterial cellulose จึงถูกต้องที่สุด เป็นต้น

การใช้ keyword ในการสืบค้นเอกสาร หากไม่พบเอกสารที่ต้องการควรพิจารณาใช้คำใกล้เคียงคำเหมือน หรือคำพ้องด้วย และควรเลือกใช้คำที่เป็นศัพท์ทางวิทยาศาสตร์มากที่สุด นอกจากนี้ ก่อนทำการสืบค้น ควรพิจารณากำหนดขอบเขตของเรื่องที่เราจะสืบค้นก่อน เช่น ช่วงปีที่จะสืบค้น เป็นต้น

9.2 แหล่งของเอกสารสิทธิบัตร

9.2.1 สิทธิบัตรไทย (ทั้งที่ผู้ทรงสิทธิ์เป็นชาวไทยและต่างประเทศ)

9.2.2 สิทธิบัตรต่างประเทศ ที่ผู้ทรงสิทธิ์เป็นชาวไทยหรือบริษัทไทย

9.2.3 สิทธิบัตรต่างประเทศ

เอกสารสิทธิบัตร ที่น่าสนใจจะใช้เป็นแหล่งข้อมูลหลัก มาจากสิทธิบัตรของประเทศอุตสาหกรรม ซึ่งนักประดิษฐ์มักจะสนใจไปขอรับสิทธิบัตรไว้ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น นอกจากนั้น หากต้องการสืบค้นเพิ่มเติม ก็อาจหาข้อมูลสิทธิบัตรทั่วโลก ได้จาก World Patent Index หรือสืบค้นทาง Internet ซึ่งอาจเสียค่าใช้จ่ายบ้างตามระยะเวลาที่ใช้สืบค้น ตามจำนวนเอกสารที่พิมพ์ออกมา ส่วนใหญ่สามารถเรียกดูและพิมพ์ออกมาได้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย และจะคิดค่าใช้จ่ายเมื่อต้องการชื่อเรื่องเต็ม

แหล่งของเอกสารสิทธิบัตรทาง Internet

สามารถทำการสืบค้นทาง Internet ที่ Website ของสำนักสิทธิบัตรประเทศต่างๆ หรือ Website ของบริษัทเอกชนที่ให้บริการ ได้แก่

สำนักสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าแห่งสหรัฐอเมริกา ที่ www.uspto.gov

องค์การทรัพย์สินทางปัญญาแห่งโลก ที่ www.wipo.int

สำนักสิทธิบัตรยุโรป ที่ gb.espacenet.com

สำนักสิทธิบัตรญี่ปุ่น ที่ www.jpo.go.jp

สำนักสิทธิบัตรไทย ที่ www.ipthailand.org, www.ipic.moc.go.th

ฐานข้อมูลสิทธิบัตรของบริษัทเอกชน ที่ www.delphion.com

9.3 การจัดหาเอกสารสิทธิบัตร

เมื่อสืบค้นจาก keyword จาก classification และพิจารณาจากบทคัดย่อจนแน่ใจว่าเป็นสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีที่สนใจแล้ว ขั้นต่อไป คือ การจัดหาเอกสารสิทธิบัตรฉบับเต็ม ( fulltext พร้อมรูปเขียนประกอบ) จากสำนักสิทธิบัตร หรือหน่วยงานบริการประชาชนในประเทศผู้ออกสิทิบัตร ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายอยู่ระหว่างเรื่องละ 800 ถึง 1,500 บาท แล้วแต่ประเทศและแล้วแต่ช่องทางจัดหาเอกสารสิทธิบัตร

9.4 การวิเคราะห์เอกสารสิทธิบัตรในลักษณะเป็นทีมงาน

คณะทำงานที่มีความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีสาขาที่แตกต่างกัน หรือในสาขาเดียวกัน เมื่อร่วมกันอ่านเอกสารสิทธิบัตร และวิเคราะห์ในเทคโนโลยีร่วมกัน จะได้แนวคิด ความคิดเห็นจากหลายมุมมอง ช่วยให้การวิเคราะห์เทคโนโลยีทำได้เร็ว และนำสาระประโยชนมาประยุกต์ใช้ได้มากขึ้น ในการวิเคราะห์เทคโนโลยีนี้ควรประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิทั้งจากภาครัฐและจากภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสาขานั้นๆ โดยตรง เพราะนอกจากจะได้มุมมองมากขึ้นแล้ว ยังช่วยในการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคเอกชนได้ดี

9.5 เทคนิคการย่อยเทคโนโลยีจากเอกสารสิทธิบัตร

เทคนิคการย่อยเทคโนโลยีจากเอกสารสิทธิบัตร มีดังต่อไปนี้

•  กำหนดเทคโนโลยีที่ต้องการ ทำการสืบค้นแล้ว copy มาใช้ในการผลิตสินค้า โดยนำมาประยุกต์ไม่มากนัก (กรณีไม่มีสิทธิบัตรไทย)

•  กำหนดเทคโนโลยีที่ต้องการ ทำการสืบค้นเอกสารสิทธิบัตร ทำการทดลองตามแนวเดียวกันกับสิทธิบัตรนั้นๆ เพื่อหาช่องทางการพัฒนาต่อไป เป็นการดัดแปลงมาใช้ประโยชน์หรือพัฒนาเป็นสิทธิบัตรใหม่ที่มีการประดิษฐ์สูงขึ้น

•  สืบค้นกลุ่มเทคโนโลยีที่สนใจ ศึกษาเอกสารสิทธิบัตรที่ค้นได้ เพื่อ Get Idea มาทำการพัฒนาเป็นผลงานใหม่

สารสนเทศจากเอกสารสิทธิบัตร จะได้รับการอ่านและประชุมกลุ่มในแต่ละสาขา เพื่อย่อยเนื้อหาออกมาในลักษณะของลำดับ พัฒนาการต่อยอดทางเทคโนโลยีรวมทั้งทางเลือกต่างๆ ในแต่ละขั้นตอนการพัฒนา และจุดเด่น/จุดด้อยของแต่ละทางเลือก และโอกาสของการพัฒนาเพิ่มเติม

สืบค้นเรื่องที่สนใจ จนได้เรื่องที่เกี่ยวข้องกัน จำนวนหลายๆ เรื่องมารวมกันเป็นประเด็นใหม่ หรือเรื่องใหม่ หรือเป็นการประดิษฐ์ใหม่

9.6 การสรุปประเด็นและผลการวิเคราะห์เทคโนโลยี

ผลงานการย่อยเทคโนโลยี ควรสรุปไว้ในรูป Family Tree ของการพัฒนาเทคโนโลยีในเรื่องนั้นๆ ควรมีคำบรรยายประกอบ โดยอ้างอิงถึงสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถหารายละเอียดเพิ่มเติมได้โดยไม่ต้องสืบค้นเพิ่มเติม นอกจากนั้น ยังเป็นการนำเสนอผลการสังเกตและการวิเคราะห์โอกาสเชิงเทคโนโลยีที่จะสามารถต่อยอดจากเทคโนโลยีเดิมได้ในระดับต่างๆ

9.7 การสรุปเทคโนโลยีที่นำมาใช้ประโยชน์

ทำการสรุปว่าจะนำเทคโนโลยีใดมาใช้ประโยชน์บ้าง และใช้ประโยชน์อย่างไร ต้องมีการนำมาประยุกต์หรือไม่ ประยุกต์อย่างไร มีแนวทางที่จะประดิษฐ์เทคโนโลยีใหม่ๆ หรือไม่ ประเด็นสำคัญของการประดิษฐ์เทคโนโลยีที่คิดได้ใหม่เป็นอย่างไร เพื่อจะได้นำมาตรวจสอบความใหม่และพัฒนาเป็นเทคโนโลยีใหม่ต่อไป