ข้อกำหนด กฎระเบียบ
       ของประเทศต่างๆ ในการนำเข้า


WTO

FTA

ทิศทางนโยบายสินค้าเทคโนโลยีชีวภาพและ GMOs ของไทย

ทิศทางนโยบายสินค้าเทคโนโลยีชีวภาพและ GMOs ของไทย

GMOs คืออะไร?

                Genetically Modified Organisms หรือ GMOs คือสิ่งมีชีวิต ซึ่งรวมถึงพืช สัตว์ และจุลินทรีย์ ที่ผ่านกระบวนการตัดแต่งทางพันธุกรรม โดยการถ่ายเทยีนจากสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งไปสู่สิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่ง ทำให้เกิดลักษณะหรือคุณสมบัติใหม่ๆ ขึ้นตามที่ต้องการ ซึ่งส่วนใหญ่ที่เป็นที่รู้จักจะเป็นพืชที่ตัดแต่งพันธุกรรม (Genetically Modified Plants : GMPs) ตัวอย่างเช่น
1.ถั่วเหลือง Roundup Ready ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษสามารถทนต่อยาที่ใช้กำจัดวัชพืชได้มากกว่าถั่วเหลืองทั่วไป และมีผลผลิตที่สูงกว่าปกติ
2. ฝ้าย BT ซึ่งเป็นฝ้ายที่ผ่านการดัดแปลงทางพันธุกรรม โดยการใส่ยีนของแบคทีเรีย Bacillus thuringiensis kurstaki (Btk) เข้าไปในโครโมโซมของต้นฝ้ายทำให้สามารถผลิตโปรตีน Cry 1A ซึ่งมีคุณสมบัติในการฆ่าหนอนที่เป็นศัตรูฝ้ายได้
3. มะเขือเทศ Flavr Savr ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษในการชะลอการสุกงอมทำให้สามารถวางขายได้นานกว่ามะเขือเทศทั่วไป

            สหรัฐฯ เป็นประเทศแรกที่ผลิตสินค้า GMOs โดยในปี 2523 ได้มีการอนุญาตให้จดทะเบียนสิทธิบัตรจุลินทรีย์ที่ผ่านการดัดแปลงทางพันธุกรรม และต่อมาในปี 2530 ได้มีการจดสิทธิบัตรสัตว์ที่มีการดัดแปลงทางพันธุกรรม รวมทั้งอนุญาตให้มีการปลดปล่อยสู่สิ่งแวดล้อมได้

            ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาการเพาะปลูก GMOs ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2540 มีพื้นที่ๆ ใช้ในการเพาะปลูก GMOs ทั้งหมด 68.75 ล้านไร่ และในปี 2541 ได้เพิ่มเป็น 173.75 ล้านไร่ โดยมีปริมาณและสัดส่วนในการเพาะปลูก แบ่งตามประเทศ ดังนี้ :

1. สหรัฐอเมริกา – 128.13 ล้านไร่ (74%)
2. อาร์เจนตินา - 26.88 ล้านไร่ (15%)
3. ออสเตรเลีย - 17.5 ล้านไร่ (10%)

4. ประเทศอื่นๆ อาทิ เม็กซิโก สเปน ฝรั่งเศส จีน อินเดีย และ แอฟริกาใต้พืช GMOs มีทั้งหมดประมาณ 40-50 ชนิด มีสินค้าที่เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย อาทิถั่วเหลือง ข้าวโพด ฝ้าย คาโนลา มันฝรั่ง และ มะเขือเทศ มีปริมาณและสัดส่วนการเพาะปลูก แบ่งตามชนิดของสินค้า ดังนี้ :

                1. ถั่วเหลือง             – 90.63 ล้านไร่ (52%)
                2. ข้าวโพด               - 51.88 ล้านไร่ (30%)
                3. ฝ้าย                     - 15.63 ล้านไร่ (9%)
                4. คาโนลา               - 15 ล้านไร่ (9%)
                5. มันฝรั่ง                - < 0.63 ล้านไร่ (< 1%)

 แนวคิดเกี่ยวกับสินค้า GMOs แบ่งเป็น 2 ฝ่าย

ฝ่ายที่สนับสนุน GMOs

               มีความเห็นว่า GMOs จะช่วยเพิ่มผลผลิตทางด้านอาหารให้กับชาวโลก ทั้งนี้ Food and Agriculture Organisation (FAO) คาดการณ์ว่าประชากรโลกจะเพิ่มจาก 6,000 ล้านคนในปัจจุบัน เป็น 7,500 ล้านคน ในปี ค..2020 โดยเป็นประชากรจากประเทศกำลังพัฒนาถึง 6,300 ล้านคน แต่พื้นที่ๆ ใช้ในการทำการเกษตรจะมีจำนวนน้อยลง หากไม่มีการเพาะปลูกพืช GMOs ก็อาจจะไม่สามารถผลิตอาหารได้เพียงพอกับความต้องการ เพราะพืช GMOs มีคุณสมบัติพิเศษ เช่น

  • ช่วยลดต้นทุนการผลิตเนื่องจากมีผลผลิตต่อไร่สูง ลดค่าใช้จ่ายด้านยาฆ่าแมลง ยาปราบศัตรูพืช เนื่องจากพืช GMOs สามารถต้านทานศัตรูพืชได้มากขึ้น
  • ช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพราะใช้ยาฆ่าแมลงและยาปราบศัตรูพืชน้อยลง
  • ช่วยอนุรักษ์พันธุ์พืช หรือสัตว์ที่ใกล้จะสูญพันธุ์ เนื่องจากเทคโนโลยีชีวภาพจะช่วยขยายพันธุ์พืชหรือสัตว์ที่หายากหรือใกล้จะสูญพันธุ์ให้มีการขยายพันธุ์รวดเร็วขึ้น

ฝ่ายที่ต่อต้าน GMOs มีความเห็นดังนี้

              การบริโภคสินค้า GMOs อาจไม่ปลอดภัยต่อชีวิตและสุขภาพของมนุษย์และสัตว์ เนื่องจาก GMOs เป็นสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ รวมทั้ง GMOs เป็นเรื่องที่ใหม่ เป็นประเด็นโต้เถียงระหว่างนักวิทยาศาสตร์ซึ่งยังไม่สามารถหาข้อสรุปได

  • เป็นการทำลายสิ่งแวดล้อมทำให้ระบบนิเวศน์วิทยาขาดความสมดุล เช่นถ้ามีการปลูกพืช GMOs เพียงชนิดเดียวในพื้นที่ขนาดใหญ่จะทำให้ขาดความหลากหลายทาง
  • ชีวภาพอาจทำให้แมลงไม่มีทางเลือกเพราะไม่มีพืชชนิดอื่นให้กิน และในที่สุดแมลงก็อาจจะสามารถสร้างภูมิต้านทานต่อพืช GMOs ได้
  • ต้นทุนการผลิตสำหรับประเทศกำลังพัฒนาอาจสูงขึ้นเนื่องจากต้องพึ่งพาการซื้อเมล็ดพันธุ์จากประเทศที่พัฒนาแล้ว
  • ถ้าไม่มีการควบคุมการเพาะปลูกอย่างเข้มงวดและมีการปลูกพืช GMOs ในบริเวณใกล้เคียงกับพันธุ์ธรรมชาติก็อาจเกิดการผสมข้ามพันธุ์ทำให้ไม่มีพันธุ์ธรรมชาติหลงเหลืออยู่

 

นโยบาย GMOs ของประเทศต่างๆ

สหรัฐฯ  สหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีชีวภาพและการผลิตสินค้าตัดแต่งพันธุกรรมเป็นอย่างมาก โดยในปัจจุบันมีสินค้า GMOs ที่ได้รับอนุญาตจากให้วางตลาดในสหรัฐฯ ประมาณ 40-50 รายการ ซึ่งผ่านกระบวนการตรวจสอบโดย Food and Drug Administration (FDA) และเมื่อสินค้าเหล่านี้ได้รับอนุญาตให้วางตลาดแล้วทางการของสหรัฐฯ ก็ไม่มีมาตรการควบคุมการใช้หรือแยกแยะระหว่างสินค้า GMOs และสินค้าทั่วๆ ไปแต่อย่างใด เนื่องจากทางการสหรัฐฯ ถือว่าสินค้าเหล่านี้ไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค เพราะฉะนั้นจึงไม่มีความแตกต่างจากสินค้าทั่วไป

สหภาพยุโรป  สหภาพยุโรป เกรงว่าสินค้า GMOs อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อมได้ และตั้งแต่ปี 2540 ได้มีการออกมาตรการกำกับการนำเข้าสินค้า GMOs โดยเริ่มจากการออกกฎระเบียบเกี่ยวกับการนำเข้าสินค้าอาหารและส่วนประกอบอาหารที่คิดค้นขึ้นใหม่ (novel foods and novel food ingredients) โดยกำหนดให้สินค้า GMOs ที่ไม่เคยมีการนำเข้าก่อนที่ประกาศดังกล่าวมีการบังคับใช้ ต้องยื่นคำร้องขออนุญาตในการนำเข้า และต่อมาเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2542 สหภาพยุโรปก็ได้ออกกฎระเบียบให้ติดฉลากสินค้าอาหารที่มีส่วนประกอบ GMOs ที่สามารถตรวจได้เช่น ผลิตภัณฑ์ถั่วเหลือง เต้าเจี้ยว ซีอิ๊ว และอาหารอื่นๆ ที่มีส่วนประกอบจากพืช GMOs เป็นต้น นอกจากนี้ สหภาพยุโรปยังมีระบบการพิจารณาอนุมัติ (approval system) พืชข้าวโพดและถั่วเหลือง โดยกำหนดให้ผ่านขั้นตอนความปลอดภัยเพื่อปกป้องสุขอนามัยของมนุษย์ พืช สัตว์ และสิ่งแววล้อม อย่างไรก็ตาม ในระยะนี้ สหภาพยุโรปไม่ได้ออกใบอนุญาตให้นำเข้าข้าวโพดและถั่วเหลือง GMOs ใหม่ๆ มาเป็นเวลาเกือบสองปีแล้ว จนกว่าสหภาพยุโรปจะปรับปรุง Directive on the Release of GMOs into the Environment ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณ .. 2544 สำหรับประเทศอื่นๆ กระทรวงพาณิชย์ ได้ประสานกับสำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศของไทยประจำประเทศต่างๆ ได้รับข้อมูลเบื้องต้น ดังนี้

จีน ไม่มีการนำเข้าถั่วเหลืองและข้าวโพด GMOs ทั้งนี้ จีนมีการตรวจสอบความปลอดภัยเกี่ยวกับการนำเข้าพืช GMOs แต่ไม่มีมาตรการปิดฉลากว่าเป็นสินค้า GMOs หรือ non-GMOs เนื่องจากยังไม่ปรากฏพบว่ามีพืช GMOs ยกเว้น น้ำมันระหุ่งที่มีการตรวจพบและได้ให้ดำเนินการตรวจสอบว่าจะมีอันตรายต่อผู้บริโภคหรือไม่ สำหรับการส่งออกไปญี่ปุ่น ได้รับแจ้งว่าประมาณเดือนพฤษภาคม 2543 ผู้นำเข้าญี่ปุ่นต้องการให้แจ้งรายละเอียดว่าเป็นไก่ที่ปลอดจาก GMOs ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรของจีนพร้อมที่จะออกใบรับรองให้

อินโดนีเซีย มีกฎหมายควบคุมสินค้า GMOs ใช้บังคับเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2542 เพื่อป้องกันมิให้เกิดการบั่นทอน ทำลาย หรือคุกคามต่อชีวภาพ สิ่งแวดล้อม และสุขอนามัยในมนุษย์ อย่างไรก็ตาม จะมีการทบทวนเพื่อแก้ไขคำ (ไม่แก้สาระ) ในกฎหมายฉบับนี้อีกครั้งหลังการประชุม SOM-AMAF Leader ครั้งที่ 21 ระหว่างวันที่ 25-27 ตุลาคม 2542

ฟิลิปปินส์ กำลังอยู่ระหว่างการศึกษา ขณะนี้ยังไม่มีมาตรการใดๆ เกี่ยวกับการนำเข้าและส่งออก อย่างไรก็ตาม มีกระแสว่า ฟิลิปปินส์ มีท่าทีสนับสนุนในเรื่องการผลิตพืช GMOs เนื่องจากยังมีอาหารไม่เพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ

ไต้หวัน ไม่มีมาตรการนำเข้าเกี่ยวกับสินค้า GMOs ทั้งในด้านการนำเข้าเพื่อการผลิตหรือนำเข้าเพื่อการบริโภคโดยตรง สำหรับการส่งออก รัฐบาลยังไม่มีระเบียบใดๆ รองรับ เนื่องจากไต้หวันไม่ได้ส่งออกสินค้าปศุสัตว์

ญี่ปุ่น กระทรวงเกษตรญี่ปุ่นได้เสนอแนวทางการเขียนฉลากอาหารที่ผลิตจากพืช GMOs ที่ผลิตจากถั่วเหลือง ข้าวโพด และมันเทศ รวม 28 รายการ ยกเว้น (1) น้ำมันถั่วเหลืองที่มี Oleic acid เป็นส่วนประกอบใหญ่ ถ้าใช้พืช GMOs น้อยกว่าหรือเท่ากับร้อยละ 5 ของสินค้าชนิดนั้นๆ ก็อาจแจงว่าเป็นสินค้าตลอด GMOs (2) ซีอิ๊ว cornflake mashed potatoes และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เพราะเป็นสินค้าที่มีวิธีการผลิตที่ผ่านหลายกระบวนการที่ยากต่อการตรวจสอบว่ามีพืช GMOs อยู่หรือไม่ (3) ทั้งนี้ หากผู้ผลิตสามารถชี้ชัดว่าเป็นสินค้าปลอด GMOs สามารถติดฉลากว่าเป็นอาหารปลอดพืช GMOs ได้ และหากไม่แน่ใจอาจใช้คำว่า undetermined หรือ potentially ได้ รายละเอียดในภาคผนวก ก.

อิสราเอล กฎระเบียบว่าด้วยการอนุญาต GMOs ของอิสราเอลจะคล้ายคลึงกับของสหภาพยุโรป เนื่องจากสหภาพฯ เป็นตลาดหลัก จึงได้มีแนวทางดำเนินการเพื่อสนองตอบกฏระเบียบของสหภาพฯ สำหรับหน่วยงานที่ตรวจสอบสินค้า GMOs คือ Plant Protection Department ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ได้รับงบประมาณจากกระทรวงการคลัง และปฏิบัติงานภายใต้การร่วมประสานระหว่างกระทรวงเกษตร กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ อิสราเอล ยังมีความตกลงกับสหภาพฯ ในเรื่อง Phytosanitary Equivalence Agreement (EA) ในสินค้า Organic

ฮ่องกง กระทรวงสาธารณสุขของฮ่องกงเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในด้านการตรวจสอบ ทั้งนี้ ฮ่องกงมีมาตรการเข้มงวดในการนำเข้าสินค้า GMOs เนื่องจากเกรงว่าอาจมีผลกระทบต่อการเกษตร ประมง และการค้า

เกาหลี สำนักงานอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข เกาหลี ได้ออกประกาศ กฎหมายควบคุมสินค้า GMOs เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค มีผลบังคับใช้ เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2542 สาระสำคัญ กำหนดควบคุมการค้าและการจำหน่ายสินค้า ตามบัญชีสินค้าท้ายกฎหมาย โดยให้ผู้นำเข้าสินค้าดังกล่าวต้องขออนุญาตนำเข้า ตลอดจนต้องติดฉลากสินค้าตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดเพื่อให้ผู้ซื้อได้รับทราบล่วงหน้า และกำหนดบทลงโทษผู้ฝ่าฝืน หรือติดฉลากเท็จ ทั้งนี้ ผู้ค้าจะต้องให้ความร่วมมือกับทางราชการให้เข้าตรวจสอบสินค้าและให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับแหล่งที่มาของการผลิตสินค้านั้นๆ ทั้งนี้ สินค้าที่อาจอยู่ในข่ายถูกควบคุม อาทิ ธัญพืช ได้แก่ ถั่วเหลือง ถั่วแดง ถั่วเขียว ข้าวเจ้าและข้าวบาเลย์ พืชไร่ ได้แก่ เมล็ดงาและถั่วลิสง ผลไม้ ได้แก่ แอปเปิล แพร์ ลูกพลับ และส้ม ผัก ได้แก่ กระเทียม พริกไทย และหอมหัวใหญ่ แต่จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีการประกาศรายการสินค้าอย่างเป็นทางการ เนื่องจากยังมีความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า กระทรวงเกษตร และ กระทรวงสิ่งแวดล้อม

บราซิล รัฐบาลบราซิล ได้ออกกฎระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับการควบคุมการตัดต่อสาร พันธุกรรม และกฎหมายควบคุมด้านชีววิทยาเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม และมีการจัดตั้ง Commission of National Technical Biosafety : CTNBio เพื่อทำการศึกษา รายละเอียดและควบคุมเกี่ยวกับ GMOs ในบราซิล ทั้งนี้ CTNBio ได้อนุญาตให้บางบริษัทเท่านั้นที่สามารถดำเนินการที่เกี่ยวกับ GMOs โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการวิจัยเพื่อทดลองปลูกในด้านการส่งออก บราซิลยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับสินค้า GMOs เนื่องจากมีตลาดส่งออกหลักคือสหภาพยุโรป และประเทศในแถบยุโรปซึ่งยังมีความต้องการถั่วเหลือง non-GMOs แต่อยู่ระหว่างการทดลองและหากสามารถปลูกถั่วเหลือง GMOs ได้จะลดต้นทุนลงประมาณร้อยละ 10-20% และอาจขยายไปสินค้าอื่นๆ ต่อไปในด้านการนำเข้า เมื่อเดือนตุลาคม 2540 CTNBio พิจารณาแล้วว่าการนำเข้าสินค้า GMOs เพื่อการผลิตในเชิงการค้า ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อการบริโภคของมนุษย์ จึงได้เสนอให้มีการนำเข้าเพื่อการค้าและเพิ่มการผลิตโดยเสรี ขณะนี้ อยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐสภาและศาลสูงนอกจากนี้ยังมีบางประเทศที่ได้ออกมีมาตรการเกี่ยวกับสินค้า GMOs เช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เกาหลี นอรเวย์ ญี่ปุ่น และ สวิตเซอร์แลนด์ โดยได้แจ้ง (notify) ต่อองค์การการค้าโลก (WTO) ภายใต้ข้อผูกพันธ์ตามความตกลงว่าด้วยสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (Agreement on the Application of Sanitary and Phytosanitary Measures : SPS) และ ความตกลงว่าด้วยอุปสรรคเทคนิคต่อการค้า (Agreement on Technical Barriers to Trade : TBT) รายละเอียดในภาคผนวก ข. 

ความตกลง WTO ที่อาจเกี่ยวข้องกับ GMOs

                ปัจจุบัน ถึงแม้จะไม่มีกฎเกณฑ์หรือข้อตกลงของ WTO ที่เกี่ยวข้องกับสินค้า GMOs โดยตรง เนื่องจาก GMOs เป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหม่จึงไม่ได้มีการพูดถึงในการเจรจารอบอุรุกวัยอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม GMOs อาจจะเกี่ยวข้องกับบางบทบัญญัติในความตกลง WTO อาทิ

1. มาตรา XX ของแกตต์ 1994 (ข้อยกเว้นทั่วไป) ที่อนุญาตให้ประเทศสมาชิกละเมิดข้อผูกพันทั่วไปของ WTO ได้ในกรณีที่ต้องออกมาตรการเพื่อการปกป้องชีวิตและสุขภาพของมนุษย์และสัตว์ อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการปกป้องศีลธรรมอันดีงาม
2. ความตกลงว่าด้วยสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (Agreement on the Application of Sanitary and Phytosanitary Measures : SPS) ในเรื่องของสุขอนามัย ถึงแม้ว่าความตกลง SPS จะกล่าวว่าการกำหนดมาตรการต่างๆ ของประเทศสมาชิกต้องอยู่บนพื้นฐานของมาตรฐานสากลและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ (scientific evidence) แต่ก็มีข้อยกเว้นในมาตรา 5.7 ของความตกลง SPS สำหรับเรื่องใหม่ๆ ที่ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เพียงพอก็อนุญาตให้สมาชิกใช้มาตรการสุขอนามัยเป็นการชั่วคราว (provisional measures) บนพื้นฐานของข้อมูลที่หาได้ รวมทั้งข้อมูลจากองค์กรระหว่างประเทศ และมาตรการสุขอนามัยที่ประเทศอื่นๆ ใช้บังคับอยู่ ทั้งนี้ประเทศสมาชิกจะต้องค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อประกอบการประเมินความเสี่ยง (risk assessment) ควบคู่ไปด้วย
3. ความตกลงว่าด้วยอุปสรรคเทคนิคต่อการค้า (Agreement on Technical Barriers to Trade : TBT) ในเรื่องของการติดฉลากสินค้า
4. ความตกลงว่าด้วยการเกษตร (Agreement on Agriculture)
5. มาตรา 27 ของความตกลงว่าด้วยทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้า (Agreement on Trade-Related Aspects of Intellectual Property Rights : TRIPS) เนื่องจากสินค้า GMOs เป็นสิ่งที่คิดค้นขึ้นใหม่ผู้ที่เป็นเจ้าของต้องการความคุ้มครองทางด้านลิขสิทธิ์ แต่มีข้อยกเว้นในมาตรา 27.2 อาจไม่ให้สิทธิบัตรแก่สิ่งประดิษฐ์ที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบกับความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดีงาม หรือก่อให้เกิดภัยอันตรายต่อชีวิตหรือสุขภาพมนุษย์ สัตว์ และพืช หรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม และมาตรา 27.3(b) ให้สิทธิแก่ประเทศสมาชิกที่จะไม่ให้การคุ้มครองสิทธิบัตรต่อพืชและสัตว์ที่นอกเหนือจากจุลชีพและกรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์ที่จำเป็นสำหรับการผลิตพืชและสัตว์

                โดยที่ WTO และองค์กรระหว่างประเทศอื่นๆ ยังไม่มีกฎเกณฑ์ ในเรื่องสินค้า GMOs โดยตรงทำให้ผู้ผลิตสินค้า GMOs ในสหรัฐฯ มีปัญหาในการส่งสินค้าไปยังตลาดในสหภาพยุโรป เป็นอย่างมาก และสหรัฐฯ ได้มีการเรียกร้องให้มีการกำหนดกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนเกี่ยวกับการค้าสินค้าเทคโนโลยีชีวภาพในการเจรจาการค้ารอบใหม่ของ WTO เพื่อให้การค้าสินค้าเทคโนโลยีชีวภาพมีความโปร่งใสและอยู่บนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์               

              นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอจาก แคนาดาซึ่งขอให้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสินค้าเทคโนโลยีชีวภาพ และความตกลงต่างๆ ของ WTO เพื่อเสนอแนะแนวทางในการสร้างความน่าเชื่อถือในการค้าสินค้าเทคโนโลยีชีวภาพ และ ญี่ปุ่นได้เสนอให้จัดตั้งคณะทำงานพิเศษเพื่อพิจารณาว่าความตกลงต่างๆ ของ WTO เช่น SPS, TBT และ TRIPs ครอบคลุมถึงเรื่องความปลอดภัยและการติดฉลากสินค้า GMOs หรือไม่ รายละเอียดปรากฏในภาคผนวก ค.

ความตกลงหรือสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับ GMOs ความปลอดภัยของผู้บริโภค

                ก่อนที่ผลิตภัณฑ์ GMOs จะออกวางตลาดได้นั้นต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบความปลอดภัยทางด้านอาหาร (food safety) โดยอาจใช้วิธีที่แตกต่างกันแต่ทั้งนี้โดยทั่วไปแล้วจะใช้หลักการที่เรียกว่า substantial equivalence concept ซึ่งองค์การอนามัยโลก (World Health Organization) และประเทศส่วนใหญ่ให้การยอมรับ หลักการดังกล่าวเป็นการเปรียบเทียบคุณสมบัติต่างๆ เช่น โมเลกุล คุณค่าทางโภชนาการ และความเป็นพิษของอาหารที่มาจากการตัดแต่งพันธุกรรมกับอาหารชนิดเดียวกันที่ได้จากธรรมชาติและถ้าไม่มีความแตกต่างกัน (substantially equivalent) ก็ถือว่ามีความปลอดภัยทัดเทียมกับอาหารที่ได้จากธรรมชาติ

                 Codex ขณะนี้ยังไม่มีมาตรฐานระหว่างประเทศ หรือมาตรฐานสากลเกี่ยวกับสินค้า GMOs ทั้งนี้ตั้งแต่ปี พ..2532 Codex ซึ่งเป็นองค์การกำหนดมาตรฐานสินค้าระหว่างประเทศ ได้มีการพิจารณาเกี่ยวกับอาหารที่ผลิตโดยเทคโนโลยีชีวภาพ และได้มีการจัดทำร่างข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการติดฉลากสินค้าที่ผลิตโดยเทคโนโลยีชีวภาพ (Draft Recommendations for the Labeling of Foods obtained through Biotechnology) ขึ้น รวมทั้งได้มีการจัดตั้งคณะทำงาน (task force) ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากรัฐบาลของประเทศต่างๆ เพื่อพิจารณากฎเกณฑ์ มาตรฐาน และหลักการต่างๆ สำหรับอาหารที่ผลิตโดยเทคโนโลยีชีวภาพ แต่การพิจารณายังดำเนินไปด้วยความล่าช้าเนื่องจากท่าทีที่แตกต่างกันของแต่ละประเทศ โดยตามกำหนดคณะทำงานจะต้องเสนอรายงานเบื้องต้นต่อคณะกรรมการของ Codex ในปี พ..2544 และจัดทำรายงานฉบับที่สมบูรณ์แบบให้แล้วเสร็จภายในปี พ..2546 เพราะฉะนั้นในปัจจุบันจึงยังไม่มีมาตรฐานซึ่งเป็นที่ยอมรับ ทำให้แต่ละประเทศสามารถกำหนดมาตรฐานของตนเองได้ เช่นกำหนดว่าต้องมีการขออนุญาตก่อนการนำเข้า กำหนดให้ติดฉลากสินค้าที่เป็น GMOs กำหนดให้แจ้งข้อมูลเกี่ยวกับการทำการประเมินความเสี่ยง (risk analysis) กำหนดมาตรฐานการตรวจสอบสินค้าเป็นต้น

ความปลอดภัยทางด้านชีวภาพ (Biosafety) อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (Convention on Biological Diversity)              

                 ปัจจุบันมี 174 ประเทศที่เป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (Convention on Biological Diversity) ภายใต้องค์การสหประชาชาติซึ่งไทยและสหรัฐฯ ไม่ได้เข้าเป็นภาคีแต่ได้เป็นผู้เข้าร่วมสังเกตการณ์ในการประชุมทุกครั้งตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พ..2539 ได้มีการจัดทำร่างพิธีสารว่าด้วยความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosafety Protocol) ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการควบคุมเคลื่อนย้ายสิ่งมีชีวิตที่ถูกตัดแต่งพันธุกรรม แต่ในการประชุมครั้งล่าสุดเมื่อเดือนกันยายน พ..2542 ยังไม่สามารถสรุปผลการเจรจาและรับรองพิธีสารดังกล่าวได้ จึงจำเป็นที่จะต้องมีการเจรจาต่อไป

  หน่วยงานของไทยที่เกี่ยวข้องกับ GMOs

ความปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม

1.             กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

    1.        กรมวิชาการเกษตร มี พ... กักพืช พ.. 2507 (ดูเรื่องโรคพืช) และประกาศ กระทรวงเกษตร .. 2537 กำหนดให้พรรณพืช 40 ชนิด เช่นฝ้าย ข้าวโพด ถั่วเหลืองที่ผ่านการตัดแต่งพันธุกรรม เป็นสิ่งห้ามนำเข้า เว้นแต่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าเพื่อทดลองหรือทำการวิจัยเท่านั้น
    2.        คณะกรรมการความปลอดภัยทางชีวภาพด้านการเกษตร กระทรวงเกษตร มีหน้าที่ กำหนดหลักเกณฑ์และแนวทางการปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยทางชีวภาพ ฯลฯ (2542)
    3.        คณะอนุกรรมการจัดทำแนวทางการปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยทางชีวภาพ (ธันวาคม 2541)
    4.        คณะอนุกรรมการกำหนดแนวทางและมาตรการสารตัดต่อพันธุกรรม (ตุลาคม2542)
    5.        คณะทำงานตรวจสอบความปลอดภัยทางชีวภาพภาคสนามของข้าวตัดต่อสารพันธุกรรม
    6.        คณะทำงานตรวจสอบความปลอดภัยทางชีวภาพภาคสนามของฝ้ายตัดต่อสารพันธุกรรม
    7.        คณะทำงานตรวจสอบความปลอดภัยทางชีวภาพภาคสนามของข้าวโพดตัดต่อสารพันธุกรรม
    8.        คณะทำงานตรวจสอบความปลอดภัยทางชีวภาพภาคสนามของพืชตระกูลแตงและมะละกอตัดต่อสารพันธุกรรม
    9.        ประกาศกรมวิชาการเกษตร เรื่องกำหนดแนวทางปฏิบัติสำหรับการขออนุญาตนำเข้าหรือนำผ่านซึ่งสิ่งต้องห้ามตาม พ... กักพืช พ.. 2507 (.. 2537)
    10.     ... วัตถุอันตราย พ.. 2535 (กระทรวงกลาโหม และกระทรวงเกษตร)
    11.     ... ควบคุมอาหารสัตว์ พ.. 2525

2.        กระทรวงวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม

กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดมาตรการความปลอดภัยในการทำงานด้านพันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพ โดยให้ ศูนย์พันธุวิศวกรรมฯ เป็นแกนหลัก โดยมีคณะกรรมการ และคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

    1.        คณะกรรมการกลางด้านความปลอดภัยทางชีวภาพ (National Biosafety Committee : NBC) ได้ จัดตั้งคณะอนุกรรมการ 3 คณะ ดังนี้

    1.        คณะอนุกรรมการเพื่อความปลอดภัยทางชีวภาพด้านพืช หน้าที่กำหนดมาตรการความปลอดภัยในการทำงานด้านพันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพ ทั้งในระดับปฏิบัติการและภาคสนาม
    2.   
         คณะอนุกรรมการเพื่อความปลอดภัยทางชีวภาพด้านจุลินทรีย์
    3.        คณะอนุกรรมการเพื่อความปลอดภัยทางชีวภาพด้านอาหาร

    2.        ... ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.. 2535

ความปลอดภัยด้านอาหาร

1.             คณะกรรมการอาหารและยา

    1.        ... ยา พ.. 2510
    2.        ... อาหาร พ.. 2522

1.        สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) รับผิดชอบเรื่องการเจรจาใน Codex ซึ่งรวมถึงเรื่อง GMOs ด้วย และเป็นจุดสอบถาม (enquiry point) ภายใต้ความตกลง SPS และ TBT
2.        สำนักนายกรัฐมนตรี มี พ... คุ้มครองผู้บริโภค พ.. 2522

การค้า/ กระทรวงพาณิชย์

คณะอนุกรรมการส่งเสริมการส่งออกอาหาร ซึ่งมี รมช.กรพจน์ อัศวินวิจิตร เป็นประธานได้ประสานงานระหว่างภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ รวมทั้งผลกระทบจากมาตรการกำกับการนำเข้าสินค้า GMOs ต่ออุตสาหกรรมอาหารไทย

กรมเศรษฐกิจการพาณิชย์ ติดตามความเคลื่อนไหวและท่าทีตลอดจนถึงกฎระเบียบของประเทศต่างๆ ที่เกี่ยวกับ GMOs และประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งหน้าที่เผยแพร่ข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับ GMOs ให้กับสาธารณชน

กรมการค้าต่างประเทศ กำกับดูและ พ... นำเข้าส่งออกสินค้า พ.. 2522

อนุกรรมการนโยบายสินค้าเทคโนโลยีชีวภาพ (ภายใต้คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ : กนศ.) มีปลัดกระทรวงเกษตรเป็นประธานและผู้แทนจากหน่วยงานรัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง มีหน้าที่กำหนดนโยบายแห่งชาติ ยุทธศาสตร์เกี่ยวกับสินค้าเทคโนโลยีชีวภาพ และท่าทีการเจรจาของไทยภายใต้ WTO

                สถาบันอาหาร รวบรวมข้อมูลในเชิงการค้าที่เกี่ยวกับอาหารที่ตัดแต่งพันธุกรรม (GM Foods) ในอนาคตมีแผนการที่จะจัดตั้งห้องทดลองเพื่อบริการตรวจสอบ GMOs สำหรับผู้ประกอบธุรกิจส่งออกอาหาร

ผลกระทบต่อประเทศไทย

ประเทศไทยคงไม่สามารถหยุดยั้งหรือสกัดกั้นสินค้า GMOs ได้ เนื่องจากการเพาะปลูกGMOs มีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันผลผลิตถั่วเหลืองประมาณครึ่งหนึ่งของโลกเป็นถั่วเหลือง GMOs ในขณะที่ไทยนำเข้าถั่วเหลืองถึงปีละ 8.6 แสนตัน และ 6.8 แสนตันในปี 2540 และ 2541 ตามลำดับ และเป็นที่คาดการณ์ว่าตลาดของสินค้า GMOs จะมีมูลค่ามากกว่า 3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2000 เพิ่มเป็น 8 พันล้านเหรียญฯ ในปี 2005 และ 2.5 หมื่นล้านเหรียญฯในปี 2010ประเทศไทยในฐานะผู้ส่งออกอาหารรายใหญ่ของโลกมีแนวโน้มที่จะถูกผลกระทบจากมาตรการกำกับการนำเข้าสินค้า GMOs เนื่องจากไทยมีการนำเข้าวัตถุดิบที่ใช้ในการแปรรูปซึ่งอาจจะเป็น GMOs ในปัจจุบันผู้ส่งออกไทยก็เริ่มได้รับผลกระทบบ้างแล้วโดยผู้ซื้อในสหภาพยุโรปมักจะขอหนังสือรับรองว่าสินค้าที่ส่งไปขายไม่ใช่ GMOs หรือไม่ได้ผลิตจากวัตถุดิบ GMOs ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ ได้รับการร้องเรียนจากภาคเอกชนเกี่ยวกับปัญหาและอุปสรรค ในการส่งออกที่เกี่ยวกับ GMOs อาทิ มะเขือเทศกระป๋อง ข้าวโพดกระป๋อง ผู้นำเข้าต้องการในรับรองว่าเป็นพืชจาก GMOs หรือไม่ ปลาทูน่ากระป๋อง ผู้นำเข้าต้องการทราบว่านำมันในปลาทูน่ามาจากพืช GMOs หรือไม่ แป้งข้าว และแป้งข้าวโพด ผู้ส่งออกต้องการใบรับรองว่าปลอด GMOs ซีอิ๊วและซ๊อสปรุงรส ผู้นำเข้าให้ให้ผู้ส่งออกระบุว่าเป็นสินค้า GMOs หรือไม่ รายละเอียดในภาคผนวก ง.

นอกจากนี้ยังมีกระแสความกังวลว่าอุตสาหกรรมส่งออกเนื้อสัตว์ของไทยอาจถูกผลกระทบด้วยเนื่องจากมีการนำเข้ากากถั่วเหลืองและข้าวโพดเพื่อใช้ในการเลี้ยงสัตว์ แต่จากข้อมูลที่สมาคมผู้ผลิตไก่ได้เดินทางไปสำรวจตามโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมการส่งออกของกระทรวงพาณิชย์ พบว่าในปัจจุบันสหภาพยุโรปไม่มีข้อกำหนดให้ติดฉลากเนื้อไก่ที่เลี้ยงโดยอาหาร GMOs จะมีเฉพาะสินค้าที่ต้องการติดฉลากว่าเป็นสินค้าชีวภาพ (bio-products) หรือสินค้าเกษตรอินทรีย์ (organic products) ซึ่งจะมีการตรวจสอบอย่างชัดเจนระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายว่าไม่ได้มีการใช้ GMOs ในการเลี้ยงสัตว์ สหภาพยุโรปซึ่งเป็นตลาดหลักของไทย มีความตระหนักในเรื่องสุขภาพและสิ่งแวด- ล้อมมากขึ้นเรื่อยๆ และได้พยายามนำมาตรการทางการค้าใหม่ๆ ออกมาใช้ โดยเริ่มจากการใช้มาตรการโดยสมัครใจเช่นการติดฉลาก organic logo เพื่อให้ผู้บริโภคมีทางเลือก และใช้กลไกตลาดเป็นตัวผลักดันความต้องการของผู้บริโภคสินค้า organic มากขึ้น ทั้งนี้จากการสำรวจของสมาคมผู้ผลิตไก่พบว่าสินค้า organic จะมีราคาสูงกว่าสินค้าปกติประมาณ 10-15% ดังนั้นประเทศไทย ในฐานะผู้ส่งออกอาหารรายใหญ่ของโลกน่าจะฉวยโอกาสจากกระแสความต้องการ organic products โดยพัฒนาศักยภาพในการผลิตสินค้าดังกล่าว               

ประเทศผู้นำเข้าอาหารสุทธิอื่นๆ อาทิ ญี่ปุ่น จีน อินเดีย รวมทั้งฟิลิปปินส์ ต่างตระหนักถึงความสำคัญของวิวัฒนาการด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ และมีแนวนโยบายสนับสนุนในด้านการศึกษาวิจัย เพื่อเพิ่มผลผลิตอาหารภายในประเทศเพื่อเลี้ยงตัวเองโดยไม่ต้องพิงพิงอาหารนำเข้ามากนัก ในส่วนของไทย ในฐานะที่เป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรของโลกจึงตระหนักในเรื่องนี้ และมีแนวนโยบายสนับสนุนการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาการเพิ่มผลผลิต เพื่อรักษาความเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรของโลกไว้ต่อไป

 การทำงานและบทบาทของอนุกรรมการนโยบายสินค้าเทคโนโลยีชีวภาพ

เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2542 คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการนโยบายสินค้าเทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งมีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน โดยมีหน้าที่กำหนดท่าทีของไทยต่อเรื่อง GMOs ใน WTO และเสนอแนะนโยบายแห่งชาติและยุทธศาสตร์เกี่ยวกับสินค้า GMOs (ภาคผนวก จ.) และคณะอนุกรรมการฯ ได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานกำหนดมาตรการทางด้านการผลิตและการค้าสินค้าเทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งมีอธิบดีกรมวิชาการเกษตรเป็นประธาน เพื่อศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนะนโยบายของไทยในระยะสั้น (ภาคผนวก ฉ)

ในการประชุมครั้งที่ 5/2542 เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2542 ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) ได้พิจารณารายงานของคณะอนุกรรมการนโยบายสินค้าเทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งได้เสนอแนวทางนโยบายและยุทธศาสตร์สินค้าเทคโนโลยีชีวภาพในด้านการผลิต การส่งออก การนำเข้า การสร้างสมรรถนะและด้านข้อมูลที่ประชุม กนศ. ได้เห็นชอบข้อเสนอของคณะอนุกรรมการฯ และมีมติ ดังนี้         

1. การผลิต

                 1.1 ไม่ยินยอมให้มีการนำเข้าเมล็ดพันธุ์ GMOs มาเพาะปลูกในเชิงพาณิชย์ จนกว่าจะมีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ว่ามีความปลอดภัยทั้งด้านชีวภาพและด้านอาหาร (bio-safety และ food safety)
                  1.2 ยินยอมให้มีการนำเข้าเมล็ดพันธุ์ GMOs เฉพาะเพื่อทำการวิจัยเท่านั้น
                  1.3.ให้กรมวิชาการเกษตรดูแลการรั่วไหลของเมล็ดพันธุ์ GMOs ไปสู่แปลงเพาะปลูก โดยใช้อำนาจตาม พ... กักพืช พ.. 2507

2. การส่งออก

                 2.1 ใช้ความตกลงโดยสมัครใจระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายภาคเอกชนในการออกมาตรการด้านใบรับรอง (certificate) หรือติดฉลาก (labeling)
                  2.2 หากประเทศผู้นำเข้าต้องการการตรวจสอบและออกใบรับรองจากภาครัฐให้หน่วยงานที่มีหน้าที่อำนาจดูแลอยู่แล้ว เช่น กรมประมง กรมปศุสัตว์ เป็นผู้ออกใบรับรองโดยให้ศูนย์พันธุ์วิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติเป็นผู้ตรวจสอบ

3. การนำเข้า

                 3.1 เมล็ดพันธุ์ (seed) ที่เป็น GMOs ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำกับดูแลตาม พ... กักพืช พ.. 2507 ซึ่งให้นำเข้าเฉพาะเพื่อการทดลองวิจัยเท่านั้น
                 3.2 ปัจจุบันยังไม่มีการพิสูจน์จากคณะผู้วิจัยจากประเทศต่างๆ หรือแม้แต่ Codex ว่าสินค้า GMOs มีผลผลกระทบต่อผู้บริโภคหรือไม่ ดังนั้นเพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภค ที่ประชุม กนศ. จึงมีมติดังนี้

                                 (1) ให้กระทรวงพาณิชย์โดยกรมการค้าต่างประเทศซึ่งมีอำนาจตาม ... การส่งออกไปนอกและนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.. 2522 ใช้อำนาจกำกับการนำเข้าสินค้า GMOs ในกรณีที่เห็นว่ามีผลกระทบต่อผู้บริโภค
                                 (2) ในกรณีเนื้อไก่ที่เลี้ยงโดยวัตถุดิบ GMOs ภาคเอกชนได้ตรวจสอบกฎระเบียบของประเทศผู้นำเข้าแล้วว่าไม่มีข้อกำหนดให้ติดฉลากว่าเลี้ยงโดยอาหาร GMOs ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องมีการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ว่ามีสารตัดแต่งพันธุกรรม แต่จะมีเฉพาะกรณีของสินค้าที่ต้องการติดฉลากว่าเป็นสินค้าชีวภาพ (bio-products) เช่นเนื้อไก่ชีวภาพ (bio-chicken) จะมีการตรวจสอบอย่างชัดเจนว่าใช้ non-GMOs หรือไม่ ซึ่งเป็นการดำเนินการโดยสมัครใจระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย
                                 (3) ให้ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติให้บริการตรวจสอบว่าสินค้านำเข้าใดเป็นสินค้าตัดแต่งพันธุกรรม ซึ่งจะต้องมีการลงทุนพัฒนาด้านบุคลากรและอุปกรณ์เครื่องมือต่อไปในอนาคต
                                 (4) ให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้ติดตามข้อมูลข่าวสารการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ทั้งจากต่างประเทศและภายในประเทศ เพื่อดูแลอย่างใกล้ชิดว่าสินค้า GMOs ใดจะมีผลกระทบต่อสุขอนามัยและความปลอดภัยของผู้บริโภค และรายงานต่อคณะอนุกรรมการนโยบายเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อดำเนินการต่อไป

4. การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร

                  ให้เผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณชนให้มากที่สุด และกระจายข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องเพียงพอ และเป็นธรรมแก่ผู้ผลิต ผู้บริโภคในแง่มุมต่างๆทั้ด้านสิ่งแวดล้อม การผลิตความปลอดภัยมาตรฐาน รวมทั้งกฎเกณฑ์ด้านการค้าระหว่างประเทศ เพื่อให้ภาคเอกชนและภาครัฐ ได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง

บทสรุป/ข้อเสนอแนะ

                เทคโนโลยีสมัยใหม่สามารถให้ได้ทั้งคุณและโทษ ในกรณีของ GMOs ก็เช่นกัน ถึงแม้ว่าประเด็นเรื่องความปลอดภัยต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม ยังเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันและยังไม่มีวี่แววว่าจะจบลงได้ง่ายๆ ประเทศไทยคงไม่สามารถเพิกเฉยต่อความก้าวหน้าของเทคโนโลยีชีวภาพและพืชที่ตัดแต่งพันธุกรรมซึ่งในอนาคตมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มความสำคัญมากขึ้น ประเทศไทยจำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัย และพัฒนาบุคคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ รวมทั้งศึกษาอย่างถ่องแท้ถึงคุณและโทษของ GMOs และเลือกใช้ในส่วนที่จะเป็นประโยชน์ เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพในการผลิต

                ปัจจุบันถึงแม้ประเทศไทยไม่อนุญาตให้ปลูกพืชดังกล่าวแต่อุตสาหกรรมแปรรูปของไทยก็พึ่งพาวัตถุดิบที่เป็น GMOs ซึ่งมีราคาที่ต่ำกว่า อาทิ ถั่วเหลือง และข้าวโพดจากต่างประเทศ ซึ่งในชั้นนี้ ยังไม่มีมาตรการสากลรองรับว่าสินค้าดังกล่าวโดยวิธีการทางธรรมชาติมีความแตกต่างจาก GMOs หรือไม่ จึงจำเป็นต้องมีมาตรการเฉพาะหน้า เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว

                มาตรการของ กนศ. เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2542 เป็นมาตรการที่กำหนดขึ้นเพื่อเป็นแนวทางดำเนินการในระยะสั้น สำหรับมาตรการในระยะกลางและระยะยาว ในแง่มุมต่างๆ ทั้งในส่วนของเรื่องความปลอดภัยของผู้บริโภค สังคมและสิ่งแวดล้อม ควรศึกษาแนวทางดำเนินการและการศึกษาวิเคราะห์ โดยตั้งบนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ เพื่อประกอบการกำหนดแนวทางการดำเนินการภายในประเทศ่อไป ทั้งในเรื่องมาตรการปิดฉลาก และการแจ้งข้อมูล สำหรับในด้านการค้าระหว่างประเทศ คงจะต้องรอดูสถานการณ์ โดยผลักดันให้มีหลักเกณฑ์สากล ทั้งในกรอบของ Codex Biosafety Protocol หรือ WTO โดยเร็วเพื่อลดปัญหาความไม่แน่นอนและการกำหนดมาตรการด้านการค้าเพื่อสร้างอุปสรรคทางการค้าแอบแฝง รวมทั้งการเตรียมการในประเด็นทางกฎหมายต่างๆ เพื่อรองรับในเรื่อง GMOs ของไทยในระยะยาวต่อไป

------------------

สำนักเจรจาการค้าพหุภาคี
กรมเศรษฐกิจการพาณิชย์
พฤศจิกายน 2542